พันธุ์ลูกผสม
• เป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกมากกว่าพันธุ์ผสมเปิด มีลักษณะทางการเกษตรสม่ำเสมอ ได้แก่ ขนาดฝัก ความสูงฝัก ความสูงต้น อายุถึงวันออกไหมและเก็บเกี่ยว ให้ผลผลิตและคุณภาพสูงกว่าพันธุ์ผสมเปิดเป็นที่ต้องการของโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูป และบริโภคฝักสด
• ไม่สามารถเก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์ได้
• พันธุ์ที่นิยมปลูกในประเทศไทยมี 2 ชนิด คือ ข้าวโพดหวานที่มียีนบริทเทิลควบคุมความหวาน ได้แก่ พันธุ์เอที เอส-2 หรือชูการ์ 74 และข้าวโพดหวานที่มียีนชรังเค่นควบคุมความหวาน เช่น พันธุ์ชูการ์ 73 ไฮ-บริกซ์ 10 และอินทรี 2 เป็นต้น โดยมีส่วนแบ่งการตลาดใกล้เคียงกัน
• ไม่ควรนำข้าวโพดหวานที่มียีนทั้งสองชนิดมาปลูกในบริเวณใกล้เคียงกันเพราะจะเกิดการผสมข้ามพันธุ์ทำให้เมล็ดไม่มี ความหวาน ตลาดไม่ยอม-รับ
• พันธุ์ที่นิยมปลูก มีเมล็ดสีเหลือง สามารถเก็บเกี่ยวได้เมื่อ 18–20 วันหลังออกไหม 50 เปอร์เซ็นต์ ได้แก่

พันธุ์ผสมเปิด ลักษณะทางการเกษตรไม่สม่ำเสมอ เมื่อเปรียบเทียบกับพันธุ์ลูกผสม
• สามารถเก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์ต่อได้ 2-3 รุ่น โดยปลูกห่างจากพันธุ์อื่นไม่น้อยกว่า 300 เมตร หรือทิ้งช่วงการปลูกจาก พันธุ์อื่นไม่น้อยกว่า 21 วัน แล้วคัดเลือกฝักที่มีลักษณะตรงตามพันธุ์อย่างน้อย 200 ต้นต่อไร่
• พันธุ์ที่นิยมปลูกในปัจจุบัน มี 1 พันธุ์

สรุปรายละเอียดเกี่ยวกับพันธุ์ข้าวโพดหวานที่นิยมปลูก

พันธุ์ อายุวันออก
ไหม(วัน)
ผลผลิตฝักสด ความหวาน
(องศาบริกช์) เมล็ด
ทั้งเปลือก (กก./ไร่) ปอกเปลือก (กก./ไร่) สี คุณภาพ
พันธุ์ลูกผสม
เอทีเอส-2 หรือ ซูการ์ 74 50-52 2,000-3,000 1,400-1,800 15.0 เหลือง หวาน กรอบไม่ติดฟัน
ชูการ์ 73 55-57 2,500-3,500 1,800-2,400 14.0 เหลือง หวาน นุ่ม ไม่ติดฟัน
ไฮ-บริกซ์ 10 51-54 2,500-2,950 1,600-2,200 14.0 เหลือง หวาน นุ่ม ไม่ติดฟัน
อินทรี 2 48-50 1,800-2,300 1,200-1,400 14.5 เหลือง หวาน กรอบไม่ติดฟัน
พันธุ์ผสมเปิด
ฮาวายเอี้ยนชูการ์ซูเปอร์สวีท 45-48 1,500-1,900 900-1,200 14.0 เหลือง หวานกรอบ

ฤดูปลูก
• ปลูกได้ตลอดทั้งปี ถ้ามีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับใช้เมื่อจำเป็น
• ช่วงปลูกที่ผลผลิตสูงและคุณภาพดี ควรอยู่ในฤดูหนาวระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม หรือต้นฤดูฝนระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม